ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

บทความ

ปลิงใสที่เหงือกและผิวหนัง (โมโนจีเนีย) สาเหตุที่ปลาหายใจถี่และถูตัว

ประมาณ 1,251 คำ · อ่านราว 6 นาที

ปลิงใสที่เหงือกและผิวหนัง (โมโนจีเนีย) – สาเหตุที่ปลาหายใจถี่และถูตัว
ภาพหัวเรื่อง (ภาพวาดจำลอง): ปลาที่ใช้เป็นตัวแทนคือปลาแพะเขียว ไม่ได้แสดงอาการของโรค

เมื่อปลาถูตัวไม่หยุด แผ่นปิดเหงือกขยับเร็วขึ้น แต่มองไม่เห็นจุดขาว ปรสิตกลุ่มโมโนจีเนียที่เหงือกหรือผิวหนังเป็นแนวทางที่ต้องพิจารณา แต่ภาวะขาดออกซิเจน การระคายเคืองจากคุณภาพน้ำ และการติดเชื้ออื่นก็แสดงอาการคล้ายกันได้ ให้ตรวจสภาพแวดล้อมก่อน แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญส่องกล้องจุลทรรศน์ จึงจะตัดสินใจจัดการต่อได้ [1][2][3]

ปลิงใสที่เหงือกและผิวหนัง (โมโนจีเนีย) คืออะไร

ในวงการเลี้ยงปลา บางครั้งเรียกหนอนตัวแบนกลุ่มโมโนจีเนีย (monogeneans) ที่เกาะเหงือก ผิวหนัง หรือครีบว่า “ปลิงใส” หรือ “พยาธิใบไม้ที่เหงือก” และ “พยาธิใบไม้ที่ผิวหนัง” ชื่อเหล่านี้เป็นเพียงชื่อเรียกเพื่อให้สื่อสารกันง่าย หากพูดให้ถูกต้อง โมโนจีเนียไม่ใช่พยาธิใบไม้ และต่างจากพยาธิใบไม้กลุ่มไดจีเนียซึ่งวงจรชีวิตมักต้องอาศัยโฮสต์หลายชนิด จึงจะนำวงจรชีวิตและวิธีควบคุมของทั้งสองกลุ่มมาใช้ปนกันไม่ได้ [1]

กลุ่มแด็กทิโลไจรัส (dactylogyrids) ที่พบบ่อยมักเกาะที่เหงือก ส่วนกลุ่มไจโรแด็กทิลัส (gyrodactylids) มักพบที่ผิวหนังและครีบ แต่ตำแหน่งที่เกาะไม่ได้ตายตัว [1] ปลาต่างชนิดอาจมีปรสิตต่างชนิดกัน จะระบุเชื้อก่อโรคจากชนิดปลาหรืออาการอย่างเดียวไม่ได้

อาการแบบไหนที่ต้องใส่ใจ

ภาพประกอบ (ภาพวาดจำลอง): ภาพจำลองการหายใจผิดปกติที่ปลาอ้าปากและแผ่นปิดเหงือกกางออก จะวินิจฉัยปรสิตโมโนจีเนียจากลักษณะภายนอกไม่ได้ ต้องส่องกล้องจุลทรรศน์ตัวอย่างที่เหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้เบาะแสที่ให้ได้
เอียงตัวถูผนังตู้หรือถูหินซ้ำๆผิวหนังถูกระคายเคือง แต่ใช้ตัดสินว่าเป็นปรสิตอย่างเดียวไม่ได้
หายใจเร็วขึ้น ลอยหัว แผ่นปิดเหงือกกางออกอาจมีความเสียหายที่เหงือก และต้องไล่ตรวจภาวะขาดออกซิเจนและปัญหาคุณภาพน้ำด้วย
เมือกเพิ่มขึ้น หุบครีบ เคลื่อนไหวน้อยลงพบได้ในการติดปรสิต และอาจเป็นโรคอื่นได้เช่นกัน
ไม่กินอาหารต่อเนื่อง ผอมลง แผลเพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าอาการเริ่มกระทบสุขภาพแล้ว ต้องเร่งวินิจฉัย

เมื่อปรสิตโมโนจีเนียมีจำนวนมากเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายชัดเจน และบริเวณที่เสียหายอาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน อาการเหล่านี้เป็นเบาะแสสำหรับส่งตรวจ ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัย [1][2]

วัดน้ำก่อน แล้วจึงยืนยันปรสิต

ตรวจปั๊มลม ระบบกรอง อุณหภูมิน้ำ pH แอมโมเนีย และไนไตรต์ หากมีเครื่องวัดออกซิเจนละลายน้ำ ให้วัดทันทีในที่เกิดเหตุ บันทึกว่าเพิ่งปล่อยปลาใหม่ ไฟดับ เปลี่ยนน้ำ หรือใช้ยาหรือไม่ เมื่อปลาหายใจถี่ ให้เพิ่มการเติมอากาศก่อน พร้อมกับหาสาเหตุ [3]

การยืนยันโรคมักต้องใช้ตัวอย่างเมือกผิวหนัง ครีบ หรือเหงือกที่ยังสด การดูตัวปรสิตและอวัยวะยึดเกาะใต้กล้องจุลทรรศน์ช่วยแยกชนิดได้ [1][2] การเก็บตัวอย่างควรให้สัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโรคปลาเป็นผู้ทำ ผู้เลี้ยงไม่ควรเก็บตัวอย่างหรือตัดเหงือกเอง

ก่อนส่งตรวจให้สอบถามหน่วยรับตรวจ แล้วเตรียมปลาป่วยที่มีอาการเป็นตัวแทนได้ ตัวอย่างน้ำจากตู้เดิมที่แยกบรรจุ ค่าคุณภาพน้ำ และประวัติการใช้ยา [4] หากตรวจครั้งเดียวไม่พบเชื้อก่อโรค ยังต้องแปลผลร่วมกับตำแหน่งที่เก็บตัวอย่าง สภาพตัวอย่าง และการดำเนินโรค

ทำไมอาการดีขึ้นแล้วยังต้องตรวจซ้ำ

ปรสิตโมโนจีเนียไม่ต้องอาศัยโฮสต์กึ่งกลางก็ครบวงจรชีวิตได้ ในระบบตู้ปลาที่ปลาอยู่หนาแน่นและสัมผัสกันตลอดเวลา ปรสิตจึงมีโอกาสสะสมและแพร่ไปยังปลาตัวอื่น [1]

กลุ่มไจโรแด็กทิลัสส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัวอ่อนโดยตรง ส่วนกลุ่มอย่างแด็กทิโลไจรัสวางไข่ ไข่ของโมโนจีเนียไม่ค่อยตอบสนองต่อการจัดการ และไข่ของบางชนิด (ส่วนใหญ่พบในปลาทะเล) เหนียวมาก เกาะติดได้ทั้งเมือกเหงือก วัสดุกรอง และวัสดุปูพื้น การวางแผนรักษาต้องคำนึงถึงชนิด อุณหภูมิน้ำ การฟักไข่ และการออกฤทธิ์ของยา จะใช้ “จัดการครั้งเดียว” หรือจำนวนวันตายตัวกับการติดเชื้อทุกแบบไม่ได้ [1][2]

ให้สัตวแพทย์ประเมินว่าต้องจัดการปลาในตู้เดียวกันหรือทั้งระบบหรือไม่ และนัดตรวจซ้ำ ปลากลับมาว่ายน้ำปกติไม่ได้แปลว่าปรสิตทั้งหมดและระยะต่างๆ ในวงจรชีวิตที่อยู่ในสภาพแวดล้อมถูกกำจัดหมดแล้ว

จัดการปลาใหม่และอุปกรณ์อย่างไร

ปลาใหม่ให้ใช้ระบบกักโรคที่แยกต่างหากและคงที่ก่อน สังเกตการหายใจ ความอยากอาหาร และผิวตัว สวิง สายกาลักน้ำ และภาชนะของแต่ละตู้ให้แยกใช้ เพื่อลดโอกาสนำเชื้อเข้ามา การแก้ปัญหาความเครียดจากการเลี้ยงแน่นเกินไป อาหารเหลือ และการทำร้ายกัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ [1]

คุณค่าของการแยกปลาอยู่ที่การสังเกตและการตรวจ การไม่มีอาการหรือแยกปลาไว้ระยะหนึ่งแล้ว ไม่ได้รับประกันว่าปลาไม่มีปรสิตเลย จึงไม่ควรข้ามการส่องกล้องจุลทรรศน์และการติดตามที่จำเป็น

คำถามที่พบบ่อย

ไม่มีจุดขาว ตัดเรื่องปลิงใสที่เหงือกออกได้เลยไหม

ไม่ได้ โรคจุดขาวมีลักษณะเด่นคือเห็นจุดขาวหรือตุ่มเล็กๆ บนผิวหนัง ส่วนปลาที่ติดปรสิตโมโนจีเนียอาจถูตัว สีซีดลง และหายใจเร็วขึ้น จุดขาวไม่ใช่อาการที่พบได้ทั่วไปของโรคนี้ การติดเชื้อที่เหงือกก็อาจไม่มีรอยโรคที่ผิวตัวชัดเจน [1][2]

ปรับอุณหภูมิน้ำหรือเติมสารต่างๆ เอง ใช้เป็นวิธีจัดการทั่วไปได้ไหม

จะนำมาใช้ตรงๆ ไม่ได้ ต้องประเมินความทนทานของชนิดปลา เชื้อก่อโรค และสภาพน้ำ การเปลี่ยนอุณหภูมิน้ำมีผลต่อออกซิเจนละลายน้ำ และปลาที่มีปรสิตที่เหงือกรุนแรงก็ทนออกซิเจนต่ำได้น้อยกว่า จึงไม่แนะนำให้ปรับอุณหภูมิน้ำเอง การจัดการควรเป็นไปตามผลวินิจฉัยและยาที่ใช้ได้อย่างเหมาะสม [1][3]

หากปลาลอยหัวต่อเนื่อง เสียการทรงตัว หรือปลาในตู้เดียวกันทยอยตาย ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์ที่ดูแลปลาสวยงาม หากต้องใช้ยา ให้ใช้ตามฉลากของยาที่ถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสม และตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

อ่านเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

  1. Francis-Floyd R, Klinger R, Petty D, Pouder D. Monogenean Parasites of Fish. UF/IFAS, FA033, 1996 (ปรับปรุงปี 2023).
  2. Petty BD, Francis-Floyd R, Yanong RPE. Parasitic Diseases of Fish. Merck Veterinary Manual, ปรับปรุงปี 2022.
  3. Francis-Floyd R, Yanong RPE, Petty BD. Environmental Diseases of Aquatic Animals in Aquatic Systems. Merck Veterinary Manual, ปรับปรุงปี 2023.
  4. Stilwell NK, Yanong RPE, Francis-Floyd R. Submission of Fish for Diagnostic Evaluation. UF/IFAS, FA055, 2001 (ปรับปรุงปี 2025).
บทความ

เราใช้คุกกี้ เราต้องการทำความเข้าใจว่าผู้เยี่ยมชมใช้งานเว็บไซต์อย่างไรเพื่อปรับปรุงเนื้อหา และอาจใช้วัดผลโฆษณาด้วย คุณเลือกอนุญาตเฉพาะคุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ หรือใช้เฉพาะคุกกี้ที่จำเป็นก็ได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว